Leverage

ก่อนจะไปถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เรามาทำความเข้าใจนิยามของ Leverage กันอีกสักครั้งแบบเห็นภาพครับ ในวงการ Forex เครื่องมือนี้คือความสามารถในการยืมอำนาจซื้อจากโบรกเกอร์มาใช้ โดยใช้เงินทุนเพียงเล็กน้อยในพอร์ตเป็นหลักประกัน เปรียบเสมือนการที่คุณขับรถสปอร์ตที่ทำความเร็วได้สูงมากด้วยน้ำมันเพียงไม่กี่หยด มันคือสิ่งที่ช่วยให้เทรดเดอร์รายย่อยที่มีเงินทุนไม่มากสามารถทำกำไรในตลาดโลกได้ แต่ปัญหาก็คือ เมื่อรถของคุณเร่งความเร็วได้ถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การมี “เบรก” ที่ดีและ “เข็มทิศ” ที่แม่นยำจึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย นี่แหละครับคือหน้าที่ของ Risk Management หรือการบริหารความเสี่ยง ที่เข้ามาคอยควบคุมพลังที่มหาศาลนี้ไม่ให้พาคุณไปชนกำแพงเทรดนั้นเองครับ บทความนี้จะพาทุกๆ ท่านศึกษาไปพร้อมๆ กันครับ

ความสมดุล(Balance) คือ “กฎเหล็ก” ไม่ใช่แค่ทางเลือก

หลายคนมองว่าการบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องของ “ความกลัว” แต่จริงๆ แล้วมันคือ “ความฉลาด” ครับ เมื่อคุณใช้ Leverage คุณกำลังขยายขอบเขตความเป็นไปได้ของผลลัพธ์ ไม่ว่าจะเป็นกำไรหรือขาดทุน หากไม่มี Risk Management มากำกับกำกับ คุณก็กำลังเล่นพนันด้วยเงินที่คุณหามาได้ยากลำบาก

การบาลานซ์ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องใช้พลังทวีให้น้อยที่สุดเสมอไป แต่มันหมายถึงการ “กำหนดขนาดสัญญา (Lot size) ให้สอดคล้องกับระยะของจุดตัดขาดทุน (Stop Loss)” ต่างหาก หากคุณเลือกพลังทวีที่สูง คุณต้องยิ่งเข้มงวดกับจุด Stop Loss ให้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว หากคุณเลือกใช้พลังทวีที่ต่ำ คุณก็อาจจะมีพื้นที่ให้ตลาดเหวี่ยงได้กว้างขึ้น นี่คือความสมดุลที่เทรดเดอร์ต้องรู้จักปรับแต่งให้เข้ากับนิสัยการเทรดของตัวเองครับ

เปรียบเทียบ โปรเทรดมืออาชีพ กับ นักเทรดซิ่งที่ขาดสติ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองเปรียบเทียบการเทรดเป็นการแข่งขันรถยนต์ครับ นักซิ่งที่ขาดสติ คือคนที่ใช้พลังทวีจนเต็มเพดานในทุกออเดอร์ โดยเชื่อว่าตนเองรู้ทิศทางกราฟแน่นอน 100% พวกเขาไม่เคยสนใจว่าจะเสียเงินเท่าไหร่หากผิดทาง เขาแค่รู้ว่าถ้าถูกทางกำไรจะมหาศาล แต่นั่นคือการเทรดที่ตั้งอยู่บนโชคชะตา ไม่ใช่ทักษะครับ

ในขณะที่นักขับมืออาชีพ หรือเทรดเดอร์ที่รู้จักบาลานซ์ จะเริ่มจากการถามตัวเองว่า “วันนี้ถ้าพลาด ฉันยอมเสียเงินได้กี่ดอลลาร์?” จากนั้นเขาจึงคำนวณย้อนกลับมาว่าต้องใช้ขนาด Lot size เท่าไหร่ และด้วยพลังทวีที่มีอยู่นั้น สอดคล้องกับแผนการหรือไม่ หากเห็นว่าความเสี่ยงมันใหญ่เกินกว่าที่พอร์ตจะรับได้ เขาก็พร้อมที่จะปรับลดความเร็ว (ลด Lot size) ลงทันที นี่คือการใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์โดยไม่เอาพอร์ตไปเสี่ยงจนเกินจำเป็นครับ

กับดักของความประมาท เมื่อพลังทวี(Leverage)กลายเป็นการสร้างหนี้

จุดที่พอร์ตส่วนใหญ่ล่มสลาย มักเกิดจากเหตุการณ์ “Black Swan” หรือข่าวที่ไม่มีใครคาดคิดในตลาดครับ หากคุณบริหารจัดการความเสี่ยงแบบหลวมๆ โดยพึ่งพาแค่ว่า “ราคามันต้องกลับมา” ในขณะที่ใช้พลังทวีสูงๆ เพื่อเปิดออเดอร์สวนเทรนด์ คุณอาจจะรอดมาได้หลายครั้ง แต่เมื่อถึงคราวเคราะห์เพียงครั้งเดียว พลังทวีที่คุณเคยภูมิใจจะหันกลับมาทำลายคุณอย่างรุนแรง

การบาลานซ์จึงรวมไปถึงการทำความเข้าใจด้วยว่า พอร์ตของคุณมี “ขีดจำกัด” แค่ไหน การเทรดด้วยแผนที่กำหนดไว้ว่า “จะเลิกเทรดหากสูญเสียเกิน X เปอร์เซ็นต์” คือหัวใจของการบาลานซ์ที่แท้จริง ไม่ว่าค่าพลังทวีที่คุณตั้งไว้จะเป็น 1:50, 1:100 หรือ 1:500 หากคุณรักษาเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงในแต่ละไม้ให้อยู่ในระดับที่พอร์ตไม่พัง พลังทวีเหล่านั้นก็จะเป็นเพียงแค่เลขตัวหนึ่งที่ช่วยให้คุณสะดวกสบายขึ้นเท่านั้นครับ

การบาลานซ์ระหว่าง Leverage และ Risk Management ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นทักษะที่ต้องปรับเปลี่ยนตามสภาพตลาดและขนาดพอร์ตที่โตขึ้นเรื่อยๆ ครับ เมื่อคุณเก่งขึ้น คุณจะเรียนรู้ที่จะ “ขยาย” ขีดความสามารถของพลังทวีให้สอดคล้องกับความชำนาญของคุณ และใช้การบริหารความเสี่ยงเป็นเกราะคุ้มกันที่หนาแน่นขึ้นตามไปด้วย

สุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการเทรดไม่ใช่การทำกำไรที่ใหญ่ที่สุดในออเดอร์เดียว แต่มันคือการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวโดยที่ยังมีลมหายใจอยู่ในตลาด ความสำเร็จที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากการที่คุณยอมรับว่าพลังทวีคือเครื่องมือที่มีคม และการบริหารความเสี่ยงคือด้ามจับที่คุณต้องถือไว้อย่างมั่นคง เพื่อให้คุณสามารถใช้คมของเครื่องมือนี้ฟันฝ่าตลาดไปสู่เป้าหมายโดยไม่บาดมือตัวเองครับ เริ่มต้นบาลานซ์พอร์ตของคุณตั้งแต่วันนี้ เพื่อวันพรุ่งนี้ที่พอร์ตของคุณจะเติบโตอย่างงดงามครับ

Tags:
TOP